แนะแนววิธีการจัดการ สาระน่ารู้หรือเคล็ดลับดีๆในการใช้บัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงหลายๆเรื่องที่คุณไม่รู้มาก่อน มาอัพเดทกันก่อนใคร ที่นี่ ..
ทุกเรื่องบัตรเครดิตที่คุณควรรู้
นักเดินทางที่วางแผนทริปไม่ว่าจะใกล้หรือไกล โดยเฉพาะสายประหยัดที่อยากเลี่ยงค่าใช้จ่ายจุกจิกเรื่องสัมภาระ โดยสิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือขนาดและน้ำหนักของกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง หรือที่เรียกกันว่า Carry-On และถึงแม้ว่ากระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว จะเป็นไซซ์ยอดนิยมสำหรับนักเดินทางมากที่สุด แต่ใช่ว่าทุกสายการบินจะอนุญาตให้ถือขึ้นเครื่องได้เสมอไป ดังนั้น ถ้าไม่อยากเจอกับสถานการณ์น้ำหนักเกินแค่กิโลกรัมเดียว หรือขนาดเกินไปนิดเดียวแล้วต้องควักเงินจ่ายเพิ่มที่หน้าเคาน์เตอร์นี่คือเรื่องที่ต้องรู้ก่อนเดินทาง
Cabin Size คือคำที่ใช้เรียกกระเป๋าเดินทางที่คุณสามารถนำขึ้นเครื่องบินได้โดยไม่ต้องโหลดใต้ท้องเครื่อง หรือที่รู้จักกันชื่อว่า Carry-On Luggage ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสายการบิน มักกำหนดขนาดมาตรฐานของกระเป๋าเดินทาง Carry On ขึ้นเครื่องไว้ที่ 56 x 36 x 23 เซนติเมตร และมีน้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม แต่หลายสายการบินโดยเฉพาะสายการบินยุโรปและเอเชีย ปรับขนาดให้เล็กลงเล็กน้อยเพื่อให้แน่ใจว่าใส่ช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะได้
จริงๆ แล้ว ขนาดกระเป๋าเดินทาง Carry On ขึ้นเครื่องนี้ต้องรวมล้อ ด้ามจับ และกระเป๋าด้านนอกทั้งหมดด้วย เพราะสายการบินจะใช้การวัดขนาดตามจริงของกระเป๋าเดินทางทั้งใบ เพื่อให้แน่ใจว่ากระเป๋า Carry On จะสามารถจัดเก็บในช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะหรือใต้เบาะนั่งด้านหน้าได้อย่างพอดี
ในปัจจุบันกระเป๋าเดินทาง Carry On 20 นิ้ว โดยส่วนใหญ่แล้ว “ได้” หากขนาดและน้ำหนักโดยรวมของกระเป๋า (รวมทุกส่วนที่ยื่นออกมา) ไม่เกินข้อกำหนดของสายการบินนั้นๆ แต่อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบข้อกำหนดที่ชัดเจนของแต่ละสายการบินที่คุณจะเดินทางด้วยเสมอ อาจมีเงื่อนไขที่ต่างกันออกไป
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า "ทุกสายการบินใช้มาตรฐานเดียวกัน" เช่น ถ้ามีกระเป๋าเดินทาง Carry On 20 นิ้วก็ถือขึ้นเครื่องได้เลย ในความเป็นจริงแต่ละสายการบินมีข้อกำหนดเฉพาะตัว โดยเฉพาะสายการบินราคาประหยัดที่มักเข้มงวดเรื่องขนาดและน้ำหนักกระเป๋าเป็นพิเศษ ซึ่งการรู้ข้อมูลนี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝัน และเดินทางได้อย่างราบรื่น ซึ่งสายการบินที่ยกตัวอย่างมาในบทความนี้ คือ
สำหรับสายการบินแห่งชาติอย่าง Thai Airways กำหนดขนาดกระเป๋าถือขึ้นเครื่องไว้ที่ไม่เกิน 56 x 45 x 25 เซนติเมตร และน้ำหนักรวมไม่เกิน 7 กิโลกรัม โดยผู้โดยสารสามารถถือกระเป๋าเดินทาง Carry On ขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ พร้อมของใช้ส่วนตัวอีก 1 ชิ้น เช่น กระเป๋าถือหรือโน้ตบุ๊ก โดยทั้งหมดนี้ต้องมีน้ำหนักรวมกันไม่เกิน 7 กิโลกรัม แม้จะเป็นสายการบินฟูลเซอร์วิส แต่ก็ยังคงมีข้อกำหนดที่ชัดเจน จึงควรตรวจสอบขนาดและน้ำหนักของกระเป๋าให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในขั้นตอนเช็กอิน
AirAsia เป็นสายการบินราคาประหยัดที่หลายคนเลือกใช้ เพราะมีเส้นทางบินครอบคลุมและราคาย่อมเยามากๆ แต่ในเรื่องของกระเป๋าเดินทางขึ้นเครื่อง Carry On ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ กำหนดขนาดไม่เกิน 56 x 36 x 23 เซนติเมตร และน้ำหนักรวมของกระเป๋าหลักกับกระเป๋าเล็กต้องไม่เกิน 7 กิโลกรัม ดังนั้น การใช้กระเป๋าเดินทาง 20 นิ้วขึ้นเครื่องกับสายการบิน AirAsiaจึงต้องเช็กให้แน่ใจว่ารวม “น้ำหนักกระเป๋าถือ + กระเป๋าส่วนตัว” แล้วไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เพื่อไม่ต้องเสียค่าชาร์จหน้าเคาน์เตอร์
Nok Air เป็นอีกหนึ่งสายการบินโลว์คอสต์ที่มีข้อกำหนดคล้ายกับแอร์เอเชีย โดยอนุญาตให้นำกระเป๋าขึ้นเครื่องขนาดไม่เกิน 56 x 36 x 23 เซนติเมตร หนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม ถึงไม่ได้เข้มงวดเท่าสายการบินอื่น แต่ก็แนะนำให้ “ชั่งน้ำหนักกระเป๋าเดินทาง Carry On ก่อนเดินทาง” และพกกระเป๋าที่มีขนาดพอดีไว้ก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในขั้นตอนเช็กอินหรือขึ้นเครื่อง
ใครที่มีแผนจะถือกระเป๋าเดินทาง Carry On ขึ้นเครื่องกับสายการบิน Thai Lion Air ต้องระวังเป็นพิเศษ! เพราะสายการบินนี้กำหนด ขนาดกระเป๋าเล็กกว่ามาตรฐานอย่างมาก โดยจำกัดไว้ที่เพียง 40 x 30 x 20 เซนติเมตร เท่านั้น ซึ่งเล็กกว่าขนาด Carry-On ปกติที่มักอยู่ที่ 56 x 36 x 23 เซนติเมตรในสายการบินทั่วไป แม้ว่าจะให้น้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม แต่ถ้าใช้กระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว ที่ขึ้นเครื่องได้กับหลายสายการบินอาจใช้กับ Thai Lion Air ไม่ได้ เพราะขนาดเกินจากที่กำหนด ดังนั้น ถ้าไม่อยากเสี่ยงโดนเรียกเก็บค่ากระเป๋าเพิ่มหน้าเคาน์เตอร์ แนะนำให้เช็กขนาดจริงของกระเป๋าให้เป๊ะ หรือวางแผนโหลดใต้เครื่องล่วงหน้าเพื่อประหยัดค่าธรรมเนียม
อีกหนึ่งสายการบินราคาประหยัดที่คนไทยนิยมใช้กันมาคือสายการบิน VietJet Air โดย VietJet Air กำหนดขนาดกระเป๋าขึ้นเครื่องที่ 56 x 36 x 23 เซนติเมตร หนักไม่เกิน 7 กิโลกรัมเท่ากับสายการบินแอร์เอเชีย แต่ความเข้มงวดสูง โดยเจ้าหน้าที่มักชั่งน้ำหนักและตรวจขนาดจริงทุกครั้งก่อนขึ้นเครื่อง ดังนั้น หากคุณวางแผนใช้กระเป๋าเดินขึ้นเครื่อง 20 นิ้วแบบไม่โหลดใต้ท้องเครื่อง ควรเลือกแบบที่น้ำหนักเบา และไม่พกของใช้เกินความจำเป็น เพื่อให้ผ่านด่านได้สบายๆ ไม่โดนชาร์จค่าน้ำหนักกระเป๋า
จะเห็นได้ว่าแต่ละสายการบินที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น มีข้อกำหนดเรื่องขนาดกระเป๋าเดินทางและน้ำหนักกระเป๋าเดินทางขึ้นเครื่อง Carry On ที่แตกต่างกัน แม้จะมีมาตรฐานกลางอยู่บ้าง แต่ก็มีหลายเจ้าที่มีเงื่อนไขเฉพาะตัวที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ดังนั้น การตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนเดินทางจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่ไม่อยากเสียเงินเพิ่มกับค่าโหลดกระเป๋าหรือค่าปรับที่ไม่จำเป็น
หมายเหตุ : ข้อกำหนดข้างต้นเป็นข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2568 อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการของสายการบินที่จะเดินทางด้วยทุกครั้ง
สำหรับใครที่กำลังจะจัดกระเป๋าเดินทาง Carry On 20 นิ้วให้ครบจบในใบเดียว แบบไม่ต้องซื้อมีพื้นที่ให้กระเป๋าเดินทางใบอื่นเพื่อโหลดใต้ท้องเครื่อง บทความนี้มีทริคจัดกระเป๋าที่ช่วยประหยัดพื้นที่และเลือกของใช้ให้เหมาะสม รับรองว่าคุณจะเซอร์ไพรส์กับพื้นที่ที่เพิ่มในกระเป๋าเดินทางอย่างแน่นอน
และนี่คือการจัดกระเป๋าอย่างที่จะช่วยให้คุณมีพื้นที่เหลือเฟือสำหรับของฝาก หรือแม้แต่เสื้อผ้าที่อยากซื้อเพิ่มระหว่างทริป พร้อมทั้งยังมั่นใจได้ว่าน้ำหนักกระเป๋าจะไม่เกินข้อกำหนดของสายการบินอีกด้วย!
หลายคนคงทราบดีว่า “น้ำหนักและขนาดกระเป๋าเดินทาง” คือสิ่งสำคัญที่ห้ามมองข้าม เพราะบางครั้งแค่น้ำหนักกระเป๋าเดินทางเกินมาเพียง 1 กิโลกรัม ต้องเสียค่าปรับเริ่มต้นที่หลักร้อยถึงหลักพันได้ ดังนั้น ก่อนจะลงมือจัดกระเป๋าเดินทาง Carry On จำเป็นต้องรู้เรื่องเหล่านี้เอาไว้ด้วย
หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า "ค่าปรับกระเป๋าเกิน" สามารถเกิดขึ้นได้ใน 2 หลักคือ (1) เมื่อกระเป๋าเดินทางถือขึ้นเครื่อง (Carry On) ของคุณมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่กำหนดหรือมีน้ำหนักเกิน โดยสายการบินจะไม่ให้คุณนำกระเป๋าใบนั้นขึ้นเครื่อง แต่จะบังคับให้โหลดลงใต้ท้องเครื่องแทน และคุณจะต้องชำระค่าปรับเสมือนเป็นสัมภาระโหลดที่เกินโควตา และ (2) เมื่อสัมภาระที่คุณต้องการโหลดใต้ท้องเครื่องมีน้ำหนักเกินกว่าโควตาที่สายการบินอนุญาต ซึ่งทั้ง 2 กรณีนี้ อัตราค่าปรับจะแตกต่างกันไปตามข้อกำหนดของแต่ละสายการบินและเส้นทางบิน โดยสายการบินที่ยกตัวอย่างมาในบทความนี้ คือ
หมายเหตุ: ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2568 และเป็นอัตราโดยประมาณเมื่อชำระที่สนามบิน ซึ่งมักจะเป็นราคาที่สูงที่สุด โดยอัตราค่าบริการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการของสายการบินที่คุณจะเดินทางด้วยทุกครั้งก่อนออกเดินทาง
ถ้าไม่อยากเสียเงินโดยใช่เหตุ ใช้เทคนิคเหล่านี้ก่อนเดินทาง รับรองว่าช่วยคุณประหยัดเงินได้เยอะ
สำหรับนักเดินทางโดยเฉพาะสายเที่ยวที่วางแผนไปต่างประเทศบ่อยๆ หรือแม้แต่ในประเทศเอง การมี บัตรเครดิต* ติดตัวไว้ถือเป็นการอัปเกรดการเดินทางที่เปิดประสบการณ์สุดเหนือชั้น เพราะบัตรเครดิตไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือสำหรับใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองที่บัตรเดบิตทั่วไปให้ไม่ได้ ลองมาดูกันว่าทำไมบัตรเครดิตจึงเป็นของที่ต้องมีสำหรับนักเดินทาง
ปัจจุบันบัตรเครดิตจากผู้ให้บริการทางการเงิน เช่น บัตรเครดิตอิออน มีตัวเลือกที่ออกแบบมาเพื่อรองรับนักเดินทางโดยเฉพาะ มอบสิทธิประโยชน์ครอบคลุมทั้งการใช้จ่ายในไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดโรงแรม ประกันการเดินทาง หรือสิทธิพิเศษด้านการท่องเที่ยวต่างๆ เพียงแค่มีบัตรเครดิตที่เหมาะกับการเดินทาง ก็ช่วยให้ทริปของคุณราบรื่น ปลอดภัย และคุ้มค่าในทุกสถานการณ์ เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักเดินทางมือใหม่ควรมีติดตัวไว้เสมอ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
*ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี
ไม่ว่าจะเดินทางในประเทศหรือต่างประเทศ การรู้ขนาดและน้ำหนักกระเป๋าตามที่สายการบินกำหนดคือสิ่งสำคัญที่จะช่วย ป้องกันค่าปรับที่ไม่จำเป็น พร้อมทริคจัดสัมภาระให้ครบในใบเดียวอย่างเป็นระเบียบ และอย่าลืมเลือกใช้ บัตรเครดิตอิออน ที่มอบทั้งวงเงินสำรองฉุกเฉิน ประกันการเดินทาง และเครดิตเงินคืน ช่วยให้ทุกทริปคุ้มค่าและอุ่นใจยิ่งขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก : thaiairways, airasia, nokair,lionairthai, vietjetair, การบินไทย, แอร์เอเชีย, นกแอร์, ไทยไลอ้อนแอร์, เวียตเจ็ท